อายุน้อย ร่างกายแข็งแรง สามารถเกิดการวูบหมดสติ ขณะออกกำลังกายได้

จากเหตุการณ์ที่กัปตันทีมลูตันทาวน์ โธมัส อลัน ล็อคเยอร์ หมดสติลงบนพื้นสนามในนาทีที่ 58 ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกับทีมบอร์นมัธ ทีมกู้ชีพใน วิตาลิตี้ สเตเดียม เข้าช่วยเหลือจนปลอดภัยนำส่งโรงพยาบาล ทำให้เห็นว่านักกีฬาอายุน้อยที่ร่างกายแข็งแรงสามารถเกิดการวูบหมดสติขณะออกกำลังได้

การเสียชีวิตหรือหมดสติรุนแรงที่คลำชีพจรไม่ได้ต้องทำการกู้ชีพขณะออกกำลัง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ที่แข็งแรงอายุน้อยไม่เคยมีโรคประจำตัวมาก่อนหรือคนสูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือโรคหัวใจ

 

วัยกลางคนขึ้นไปจนถึงสูงอายุ (> 35 ปี) สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

 

1. หลอดเลือดหัวใจอุดตันฉับพลันจากการแตกของคราบในผนังหลอดเลือดหัวใจ (Acute Coronary Syndrome) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดเกิดการลัดวงจรไฟฟ้าอย่างรุนแรงนำไปสู่การเสียชีวิต

2. โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดฉับพลัน (Acute Aortic Dissection) บางครั้งการฉีกขาดจะมีผลต่อเนื่องไปถึงหลอดเลือดหัวใจโดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจฝั่งขวาทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลันและการลัดวงจรไฟฟ้าที่หัวใจห้องล่าง

3. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดฉับพลัน (Acute Pulmonary Embolism) เลือดไม่สามารถกลับไปหัวใจฝั่งซ้ายได้เพียงพอในขณะออกกำลังจากการอุดกั้นจากลิ่มเลือดที่รุนแรง ทำให้วูบหมดสติหรือเสียชีวิตฉับพลันได้เช่นเดียวกัน 

4. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Acute Myocarditis) ทั้งที่เกิดจากการติดเชิ้อหรือจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การติดเชื้อ บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ชัดเจนไม่รู้มาก่อนว่าเป็นโรคนี้ เมื่อออกกำลังสามารถกระตุ้นให้เกิดการลัดวงจรไฟฟ้าที่รุนแรงของหัวใจห้องล่างหรือหัวใจห้องบนขึ้นได้

5. โรคหัวใจล้มเหลวฉับพลันที่เกิดจากสาเหตุนอกเหนือจากข้อ (1) - (3) พบได้ในผู้ป่วยที่มีโรคโครงสร้างหัวใจผิดปกติและมีปัจจัยชักนำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลันขณะออกกำลัง ยกตัวอย่างเช่นความดันโลหิตในขณะออกกำลังสูงมากต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วเดิมจะมีความรุนแรงและมีผลต่อการทำงานของหัวใจในเชิงลบมากขึ้นเมื่อหัวใจห้องล่างบีบตัวเร็วและแรงขึ้นขณะออกกำลัง หัวใจห้องล่างบีบตัวเร็วขึ้นผิดปกติจากความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น PSVT AF หรือ VT

 

อายุน้อย (< 35 ปี) สาเหตุเกิดจากโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจ ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจและโรคหัวใจอื่นๆได้แก่

 

1. โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจบางชนิดที่การออกกำลังสามารถกระตุ้นให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง โรค Long QT Syndrome (LQTS) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมไฟฟ้าที่ทำให้มีการสะสมประจุบวกในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจนานกว่าปกติชักนำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างและนำไปสู่การเสียชีวิตฉับพลันได้ มักเกิดอาการครั้งแรกในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น โรค LQTS มีหลายชนิดแบ่งตามความผิดปกติของหน่วยพันธุกรรมและธรรมชาติของโรค ชนิดที่พบบ่อยคือ LQT1 สัมพันธ์กับการออกกำลังโดยตรง ขณะพักไม่แสดงอาการ แต่ความผิดปกติทางไฟฟ้าและที่เห็นในคลื่นไฟฟ้าหัวใจเกิดขึ้นเมื่อหัวใจห้องล่างเต้นเร็วขึ้น โรค Catecholaminergic Polymorphic Ventricular Tachycardia (CPVT) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมไฟฟ้าที่ทำให้มีการรั่วของแคลเซียมออกมาสะสมอยู่ภายในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจมากกว่าปกติ ชักนำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างรุนแรง นำไปสู่การเสียชีวิตฉับพลันได้เช่นเดียวกัน อุบัติการณ์ของโรคพบน้อยกว่าโรค LQTS โรค Idiopathic Ventricular Fibrillation เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมไฟฟ้าที่ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดแต่สามารถทำให้เกิดการลัดวงจรไฟฟ้าอย่างรุนแรงของหัวใจห้องล่างได้ในขณะออกกำลัง โรคไหลตายหรือ Sudden Unexplained Noctornal Death Syndrome ที่เกิดจากโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจเช่น Brugada Syndrome หรือ Early Repolarization Syndrome มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดการลัดวงไฟฟ้าที่หัวใจห้องล่างขณะออกกำลังด้วยการที่กลไกของโรคจะเกิดเมื่อหัวใจเต้นช้า เช่น หลังกินข้าว หรือ ขณะนอนหลับ

2. โรคหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะโดยที่โครงสร้างหัวใจปกติหรือโรค Idiopathic Ventricular Tachycardia แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามกำเนิดของสัญญาณไฟฟ้า กลุ่มแรกกำเนิดของสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติมาจากเนื่อเยื่อหัวใจผนังด้านในผนังด้านนอกหรือกล้ามเนื้อหัวใจ กลุ่มที่สองกำเนิดของสัญญาณไฟฟ้าหรือเส้นทางการลัดวงจรเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อนำไฟฟ้า ทั้งสองกลุ่มสามารถถูกกระตุ้นให้เกิดได้ด้วยการออกกำลังและในบางรายสามารถนำไปสู่การเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้

3. ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เอื้อให้เกิดการเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงของหัวใจห้องล่างจากพังผืดหรือเนื้อเยื่อไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อหัวใจได้แก่ โรค Hypetrophic Cardiomyopathy (HCM) กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติแต่กำเนิดที่ไม่ได้เกิดจากความดันโลหิตสูงหรือลิ้นหัวใจตีบ โรค Dilated Cardiomyopathy (DCM) และ Hypokinetic Non-Dilated Cardiomyopathy (HNDC) หัวใจโตผนังบางหรือทำงานได้น้อยกว่าปกติแต่กำเนิดไม่ได้เกิดจากโรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วหรือหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรัง โรค Arrhythmogenic Cardiomyopathy (ARVC, ALVC และ BiV ACM) เกิดจากการสะสมของเนื้อเยื่อไขมันและพังผืดขนาดเล็กแทรกอยู่ในชั้นต่างๆของหัวใจพบได้หลายรูปแบบสามารถเกิดในหัวใจห้องล่างขวาอย่างเดียวห้องล่างซ้ายอย่างเดียวหรือทั้งสองห้องก็ได้ 

4. โรคหัวใจที่มีการนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนลงไปหัวใจห้องล่างนอกเส้นทางปกตินอกเหนือจากการนำไฟฟ้าแบบปกติ (Wolf-Parkinson-White syndrome) เมื่อเกิดการลัดวงจรไฟฟ้ารุนแรงในหัวใจห้องบนเช่น AF แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆสัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านลงมากระตุ้นหัวใจห้องล่างผ่านนอกเส้นทางผิดปกติซึ่งอนุญาตให้ไฟฟ้านำลงด้วยความเร็วที่สูงมากได้ กระตุ้นให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงนำไปสู่การเสียชีวิตฉับพลัน

5. โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Acute Myocarditis) ทั้งที่เกิดจากการติดเชิ้อหรือจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การติดเชื้อ บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ชัดเจนไม่ทราบว่าเป็นเมื่อออกกำลังสามารถกระตุ้นให้เกิดการลัดวงจรไฟฟ้าที่รุนแรงของหัวใจห้องล่างหรือหัวใจห้องบนขึ้นนำไปสู่การเสียชีวิตฉับพลันได้เช่นกัน

6. โรคหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติแต่กำเนิด มีสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือตำแหน่งที่ออกจากหลอดเลือดแดงใหญ่ผิดปกติ กลุ่มที่สองคือเส้นทางของหลอดเลือดหัวใจผิดปกติพาดผ่านไประหว่างหลอดลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดแดงของปอด เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้นมากๆขณะออกกำลังในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติแต่กำเนิดทั้งสองกลุ่มอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลันโดยไม่ได้เกิดจากคราบของผนังหลอดเลือดแตกแบบ

7. โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดฉับพลัน (Acute Aortic Dissection) บางครั้งการฉีกขาดจะมีผลต่อเนื่องไปถึงหลอดเลือดหัวใจโดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจฝั่งขวาทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลันและการลัดวงจรไฟฟ้าที่หัวใจห้องล่าง

8. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดฉับพลัน (Acute Pulmonary Embolism) เลือดไม่สามารถกลับไปหัวใจฝั่งซ้ายได้เพียงพอในขณะออกกำลังจากการอุดกั้นจากลิ่มเลือดที่รุนแรง ทำให้วูบหมดสติหรือเสียชีวิตฉับพลันได้เช่นเดียวกัน 

9. ใช้สารเสพติดหรือยาบางอย่างเกินขนาด สามารถกระตุ้นให้เกิดการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติรุนแรง

 

การตรวจคัดกรองสาเหตุต่างๆข้างต้นก่อนการออกกำลังหรือเล่นกีฬาสามารถทำได้ในระดับนึงเท่านั้น โรคบางอย่างอาจไม่มีอาการนำมาก่อน การตรวจร่างกายหรือสืบค้นทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีต่างๆสามารถที่จะให้ผลที่ปกติได้

การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยอายุรแพทย์โรคหัวใจ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงนำไปสู่การเลือกวิธีการตรวจค้นทางห้องปฏิบัติการอื่นๆที่ถูกต้องต่อไป 

 

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ  (12-lead ECG) เป็นการตรวจพื้นฐานที่ให้ข้อมูลสำคัญหลายอย่างในการคัดกรองและวินิจฉัยนยกตัวอย่างเช่น สัญญาณไฟฟ้าของการที่กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติของโรค HCM ขนาดของหัวใจห้องล่างซ้ายที่โตกว่าปกติในโรค DCM ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าของผนังหัวใจห้องล่างขวาในโรค ARVC การสะสมประจุบวกนานกว่าปกติในการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจของโรค LQTS การนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนลงไปหัวใจห้องล่างนอกเส้นทางปกติในโรค Wolf-Parkinson-White syndrome และการนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนลงสู่ห้องล่างผิดปกติที่พบร่วมกับโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจแต่กำเนิดอีกหลายชนิด 

 

การทดสอบหัวใจขณะออกกำลังด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) เป็นการทดสอบที่ผู้ป่วยได้ใช้สรีระวิทยาปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดในการออกกำลังเพื่อทดสอบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรังที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอเมื่ออัตราเร็วของหัวใจสูงขึ้นรวมถึงทดสอบโอกาสที่จะเกิดหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะจากโรค Idiopathic VT หรือโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจเช่นโรค CPVT และ LQTS

 

คลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24-72 ชั่วโมง ช่วยให้เห็นความผิดปกติบางอย่างที่สัมพันธ์กับการออกแรงขณะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันแต่ไม่เกิดขณะพักเช่นโรค Idiopathic VT โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจอย่าง LQTS หรือ  CPVT

 

ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) มีความสำคัญมากเพราะเป็นการตรวจโครงสร้างและการทำงานของหัวใจอย่างละเอียดโดยที่ไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีและใช้เวลาไม่นาน ช่วยประเมินโครงสร้างหัวใจที่ผิดปกติในโรค HCM หรือ ARVC การทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจในโรค Myocarditis และประเมินภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว

 

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (Coronary Computed Tomography Angiography) ตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิดหรือการตีบของหลอดเลือดหัวใจชนิดเรื้อรังในผู้สูงอายุโดยไม่ต้องฉีดสีหลอดเลือดหัวใจในห้องสวนหัวใจแต่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิคคือหากมีหินปูนเกาะรอบหลอดเลือดหัวใจในปริมาณมากหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอภาพที่ได้อาจไม่ชัดเพียงพอที่จะให้การวินิจฉัย

 

ตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac Magnetic Resonance Imaging) ข้อมูลที่ได้จากการตรวจที่สำคัญการคัดกรองสาเหตุการเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลังคือการประเมินพังผืดสะสมในเนื้อเยื่อผนังหัวใจที่ผิดปกติในโรค HCM หรือ ARVC รวมถึงความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิดหรือการตีบของหลอดเลือดหัวใจชนิดเรื้อรัง

 

การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiogram) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยหลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดหรือการตีบของหลอดเลือดหัวใจชนิดเรื้อรังโดยการฉีดสารทึบรังสีผ่านสายสวนเข้าไปที่หลอดเลือดหัวใจโดยตรง นอกจากนั้นยังพิจารณาขยายหลอดเลือดผ่านสายสวนในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ได้ในห้องสวนหัวใจหลังฉีดสีวินิจฉัย

 

การตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiologic Study) เป็นการใส่สายสวนเข้าไปในห้องหัวใจผ่านหลอดเลือดดำใหญ่ที่ขาหนีบโดยการฉีดยาชาและยาแก้ปวดทางหลอดเลือด สายสวนขนาดเล็กมีขั้วไฟฟ้าในการจับสัญญาณที่วิ่งผ่านผนังหัวใจ โดยมาตรฐานจะวางสี่ตำแหน่งคือ หัวใจห้องล่างขวา หัวใจห้องบนขวา ฐานหัวใจห้องบนซ้ายโดยอ้อมเข้าไปในหลอดเลือดดำหัวใจ และ แกนกลางหัวใจ วัดการนำไฟฟ้าและทดสอบการทำงานทางไฟฟ้าของหัวใจมีข้อบ่งชี้ในการพิจารณาทำสองกรณี (1)โรคหัวใจเต้นช้าเป็นสาเหตุของการวูบหมดสติขณะออกกำลังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยภาวะ Sick Sinus Syndrome หรือ intra-/infrahisian AV block (2) หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะจากพังผืดแทรกในเนื้อเยื่อหัวใจที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรค ARVC หรือโรค Idiopathic VT

 

การตรวจพันธุกรรม (Molecular Genetic Testing) ทำโดยการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจ ใช้เวลารอผล 4-6 สัปดาห์ ช่วยยืนยันการวินิจฉัย บอกการพยากรณ์โรค และ วางแผนการคัดกรองโรคในครอบครัว พิจารณาทำในโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจและโรคโครงสร้างหัวใจมีความผิดปกติบางโรคเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับเสียชีวิตในขณะออกกำลัง

 

โรค LQTS การตรวจพันธุกรรมให้ประโยชน์ในการวินิจฉัยจำแนกชนิดย่อยของโรค LQTS ช่วยกำกับการให้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะออกกำลังและบอกการพยากรณ์โรค พิจารณาส่งตรวจในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรค LQTS แล้วจากประวัติ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ การทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน หน่วยพันธุกรรมที่ควรส่งตรวจได้แก่ KCNQ1 KCNH2 SCN5A และ CALM1-3

 

โรค CPVT เช่นเดียวกันกับ LQTS การตรวจพันธุกรรมแนะนำให้ทำในกรณีที่วินิจฉัยโรคแล้วจากประวัติ คลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน ทำการตรวจพันธุกรรมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและตรวจคัดกรองโรคในครอบครัว หน่วยพันธุกรรมที่ควรส่งตรวจได้แก่ ความผิดปกติที่ถ่ายทอดแบบยีนเด่น RYR2 ความผิดปกติที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อย CASQ2 และแบบที่พบได้น้อยคือ  CALM1-3 TRDN และ TECRL

 

โรค HCM ตรวจยืนยันการวินิจฉัยและพิจารณาตรวจคัดกรองโรคในครอบครัว หน่วยพันธุกรรมที่ควรส่งตรวจได้แก่ MYH7 MYBPC3 TNNI3 TPM1 MYL2 MYL3 ACTC1 และ TNNT2 

 

โรค ARVC ALVC และ BiV ACM หน่วยพันธุกรรมที่ควรส่งตรวจได้แก่ PKP2 DSP DSG2 DSC2JUP TMEM43 PLN FLNC DES และ LMNA